ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์
โครงการห้องสมุดโรงเรียนในฝัน

***ร่วมสร้างองค์ความรู้ สู่การศึกษาตลอดชีวิต วิทยพัฒนาเด็กไทยในท้องถิ่น***


000 หมวดเบ็ดเตล็ด
(Generalities)

100 หมวดปรัชญา
(Philosophy)

200 หมวดศาสนา
(Religion)

300 หมวดสังคมศาสตร์
(Social Sciences)

400 หมวดภาษาศาสตร์
(Language)

500 หมวดวิทยาศาสตร์
(Pure Sciences)

600 หมวดเทคโนโลยี
(Technology)

700 หมวดศิลปะ
(The Arts)

800 หมวดวรรณคดี
(Literature)

900 หมวดประวัติศาสตร์
(Geography & History)


Home

   

089.9591 รวมเรื่องทั่วไปภาษาไทย

ชาติหน้าผมไม่ขอเป็นลูกของแม่อีกแล้ว

หูถิงโซ่ว
นักศึกษาคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (ไถต้า)

เขาเกิดมาพร้อมกับโรคกล้ามเนื้อลีบ จากไขประสาทเสื่อม (ALS, Amyotrophic ข้างตีบ) แต่เขามีสติปัญญาดีกว่าคนรุ่นเดียวกัน เขาเป็นลูกคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว (แม่เดี่ยว) คุณแม่ของเขาคือคุณเหอเหม่ยจินเลี้ยงดูเขาเพียงลำพังตั้งแต่เล็กจนโต เพราะเขาเป็นโรคกล้ามเนื้อลีบฯ จึงทำให้การเคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวก คุณแม่ของเขาลาออกจากการเป็นผู้จัดการบริษัทประกันภัย ออกมาเปิดบริษัทของตัวเองเพื่อเลี้ยงดูลูก ต่อมา บริษัท ของคุณเหอก็ปิดตัวลง แม่ลูกจึงเก็บผักที่แม่ค้าไม่เอาแล้วในตลาดและ เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ใกล้หมดอายุในซุปเปอร์มาร์เก็ตมาประทังชีวิต ทุกครั้งที่เขาเห็นสกู๊ปชีวิตในทีวี เขาจึงมักจะเอ่ยอยู่เสมอว่า "อันนี้มันน่าสงสารแล้วเหรอ!"

....................................................................

"แม่ครับ วันนี้เป็นวันเกิดของนี้เมื่อ 23 ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ผมวัน แม่เหนื่อยและลำบากเพราะผมมาก เป็นเรื่องที่ใครๆก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น ลูกชายคนนี้ของแม่ เกิดมาพร้อมกับโรคกล้ามเนื้อลีบฯ แม่ทนกับคำถากถางของญาติพี่น้องในทุกๆวันได้อย่างไร? แม่ทิ้งเงินเดือนในตำแหน่งผู้จัดการอันสูงลิ่ว ชีวิตครอบครัวจบลงด้วยการหย่าร้าง แม่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวเลี้ยงดูผมมาลำพังจนเติบใหญ่ ที่จริงแม่ทิ้งผมไว้ที่บ้านเด็กกำพร้าก็ได้ แต่แม่ก็ไม่ทำเพราะอะไร?

คุณหมอบอกว่า
"เด็กคนนี้น่าจะอยู่ได้สัก 6 ปีหรือ 12 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี" ผมไม่รู้ว่าเมื่อแม่ได้ยินข่าวร้ายอย่างนี้ ทำไมยังพูดคุยหัวเราะบอกกับผมว่า
"คุณลุงหมอบอกแม่ว่าลูกจะหายตอนอายุ 6 ขวบและจะหายเป็นปกติตอนอายุ 12 ขวบ"
ตอนที่ผมอายุได้ 18 ปีอาการป่วยของผมกำเริบหนัก ทำให้ผมอยากตายให้มันแล้วๆไป ผมไม่รู้ว่าคนตกงานอย่างแม่ทำได้ยังไง ที่ไม่ให้สิ่งเหล่านี้มากดทับซ้ำเติมคนอ่อนแออย่างผม

วันนี้ผมอายุ 23 ปีแล้วที่ผมอยู่ได้มากขึ้นในแต่ละวัน ก็เพราะแม่ส่งเสริมก็เพราะเกียรติของแม่ ตอนที่เรียนมัธยม แม่ทำงานใช้หนี้จนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง จึงทิ้งโอกาสที่จะเดินทางไปเกาสยงเพื่อไปรับรางวัลคุณแม่ดีเด่น
แต่วันนี้ผมภูมิใจในแม่มากผมอยากจะบอกแม่ดัง ๆ ว่า
"ผมรักแม่แม่คือคุณแม่ดีเด่นในใจผมตลอดไป"

ตอนเล็ก ๆ ผมไม่เข้าใจและผมก็โมโหมากทุกครั้งที่ผมหกล้ม แม่ไม่เคยมาพยุงผมเลย ต่อให้ผมคลานอยู่กับพื้นที่สวนสาธารณะ ถูกผู้คนมองนานเป็น 10-20 นาทีแม่ก็ไม่เคยเข้ามาพยุงผม ผมต้องกัดฟันจับเก้าอี้พยุงตัวเองขึ้นมา

เมื่อผมโตผมจึงเข้าใจ คนที่เป็นโรคเดียวกับผมไม่มีใครเดินได้ หากแม่ไม่ใจดำกับผมผมคงจะฝึกเดินเองไม่ได้จนถึงตอนนี้ แต่ผมไม่รู้ว่าแม่ทนได้ยังไงที่จะไม่เข้ามาพยุงผม ทุกนาทีที่ผมล้มลุกคลุกคลานอยู่กับพื้น มันไม่ใช่เหมือนมีดที่คอยกรีดใจแม่เป็นร้อยๆพันๆปีหรอกหรือ?

ยิ่งใคร ๆ เขาสงสารผมแม่ก็ยิ่งเรียกร้องกับผม ตอนเป็นเด็กกล้ามเนื้อมือไม่แข็งแรง เวลาเขียนตัวหนังสือก้เหมือนไก่เขี่ย ผมเขียนได้บรรทัดหนึ่ง แม่ก็ฉีกไปหน้าหนึ่งเกรดไม่ดีคะแนนลดไปหนึ่งคะแนน
แม่ก็ตีผม "เดินก็ไม่ถนัดยังจะมาเรียนหนังสือแย่อีกแม่ตายไปแล้วลูกจะทำยังไง?"

ผมเรียนมัธยมจนถึงเรียนมหาลัยแห่งชาติได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเพราะแม่คอยเตรียมการให้ การเรียนไม่ใช่สาเหตุของความสำเร็จในชีวิต แต่นี่มันปูด้วยหยดเลือดและน้ำตาของแม่ แส้ที่แม่ตีผม ทุกครั้งที่แม่ตีถูกเนื้อผมก็เจ็บไปถึงใจของแม่ แม่ยอมทนเจ็บที่ใจเพื่อให้ผมยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องให้ใครเขามาสมเพชผม

ตอนที่แม่เปิด บริษัท เองไม่ว่าจะยุ่งยังไงก็ตาม แต่ก็จะมาส่งข้าวกลางวันให้ผมด้วยตัวเองทุกครั้ง ก็เพราะผมชอบกินข้าวกล่องของร้านนั้นเป็นพิเศษ แต่แม่ก็มาไม่ทันข้าวเที่ยงสักวันผมต้องถูกลงโทษให้ไปกินนอกห้อง ช่วงพักเรียนตอนบ่ายทุกวัน แต่ที่ผมไม่เคยบอกแม่เลยก็คือ ทุกวันที่ผมได้เห็นแม่ในช่วงกลางวัน ต่อให้แป๊บเดียวผมก็มีความสุขมาก

ตอนที่ผมเรียนมัธยม บริษัทที่แม่เปิดต้องปิดลงเพราะหุ้นส่วนใจดำทั้งหลาย แม่จึงไปรับจ๊อบที่สำนักงานบัญชีเพื่อประทังชีวิต แต่ฟ้ายังไม่สว่างเลย แม่ก็ไปทำงานที่ร้านขายอาหารเช้าแล้ว ตอนเย็นก็ไปล้างถ้วยที่ร้านอาหารบุฟเฟต์อีก เพื่อที่จะได้เอาอาหารที่เหลือขายมาให้ผมกิน

จำได้ว่ามีอยู่คืนหนึ่งประมาณ 5 ทุ่ม แม่ยังไม่มารับผมที่โรงเรียน
ครูสอนพิเศษพาผมลงไปรอแม่ที่เซเว่น
"เอ๊า! จะดื่มอะไรเลือกเอง "
ผมยืนอยู่หน้าตู้แช่กลอกตามองไปมาผมไม่เคยใช้เงินและ ก็ไม่ชินกับการซื้อเครื่องดื่มจึงไม่รู้จะเลือกอย่างไร?
"อื่ออันนี้อร่อยดีนะ"
ครูสอนพิเศษหยิบชานมกระป๋องเขียว2กระป๋องไปจ่ายเงินที่เค้าเตอร์ ผมเข้าใจคำว่าเลือกในทันที ผมไม่มีเงิน ผมจึงเลือกเครื่องดื่มที่ผมชอบไม่ได้ ชีวิตของแม่ก็เช่นกันแม่ก็เลือกไม่ได้เหมือนกัน ในตอนนั้นผมคิด แต่เพียงว่า หากแม่มีเงินแม่ก็คงมีทางเลือกมากขึ้น ผมไม่ต้องการเป็นเศรษฐี แต่อย่างน้อยผมอยากเป็นคนเลือกบ้าง เลือกในสิ่งที่ผมต้องการและ ที่ผมต้องการก็คืออยากให้แม่กลับบ้านเร็วหน่อยตอนเช้า

ตอนที่เรียนมัธยมโรคได้กำเริบรุนแรง ทำให้ผมขึ้นรถเมล์ไปเรียนเองไม่ได้ ไม่สามารถเดินไปรับอาหารกลางวันฟรี ที่สหกรณ์ได้อีกตอนที่ต้องนั่งล้อเข็นใหม่ ๆ ผมรับไม่ได้กับอุปกรณ์ส่วนเกินนี้ นอกจากร้องไห้แล้วผมก็อยากให้ชีวิตของผมมันจบ ๆ ไปซะที ผมถามฟ้าเบื้องบนอยู่เสมอว่า "ทำไมท่านทำกับผมอย่างนี้?" ผมรู้ว่าแม่เจ็บปวดมากกว่าผม แต่แม่กล้ำกลืนอดทนมันไว้ทุกครั้งที่ผมร้องไห้ จนเหนื่อยหอบอยู่บนโต๊ะ แม่ก็จะแซว
"ดื่มน้ำเพิ่มไหมเสียน้ำตาไปมากแล้วเดี๋ยวน้ำในตัวจะหมด" ผมว่า

ในวันนั้น ผมเอามีดทำอาหารของแม่เตรียมกรีดข้อมือตัวเอง แม่เห็นก็เข้ามาแย่งแม่เอามือของแม่จับคมมีดฉุดไปจากผม แม่ไม่ได้กลัวว่ามีดจะบาดมือแม่ยังไง แม่ห่วงแต่ว่าจะให้ผมมีชีวิตต่อได้ยังไง ผมตกใจจนต้องปล่อยมือจากมีดนั้นคลานไปนั่งที่มุมห้อง
"ไม่ต้องงอแงเลยเอามีดมาให้แม่แม่จะไปทำข้าวเย็น"

ผมรู้สึกมันไร้สาระมากผมไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว แม่ยังจะมาทำข้าวเย็นให้กินอีก แต่แม่รู้ไหมครับคำ ๆ นี้ของแม่อยู่กับผม ในช่วงเวลาที่ชีวิตดิ่งลงเหวลึกเสมอมา
“ไม่ว่าจะเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานเพียงใด พรุ่งนี้ก็ยังคงจะมาถึงชีวิตยังคงต้องสู้ต่อ "
นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากวันนั้น ขอบคุณแม่มาก ที่เลี้ยงดูผมมาอย่างไม่ปรักปรำพร่ำบ่น

แม่ยิ่งใหญ่สำหรับผมมาก
หากชาติหน้ามีจริง
ผมจะไม่ขอเป็นลูกของแม่อีก
ผมจะขอเกิดมาเป็นพ่อของแม่
เป็นแม่ของแม่
ผมขอเป็นคนดูแลแม่
ไม่ต้องให้แม่เจ็บปวดและ ทุกข์ทรมานอย่างนี้อีก
"แม่ครับผมรักแม่ "

 

All copyright rights in the Dewey Decimal Classification system are owned by OCLC.
Dewey, Dewey Decimal Classification, DDC and WebDewey
are registered trademarks of OCLC.
Revised:May 2014

Send comments to wachum49@hotmail.com